Thai English
  • หน้าแรก
  • ข้อมูลทั่วไป
    • ประวัติความเป็นมา
    • ที่ตั้งและแผนที่
    • สภาพทั่วไปและข้อมูลพื้นฐาน
    • วิสัยทัศน์
    • ตราสัญลักษณ์
  • ข่าว
    • ข่าวประชาสัมพันธ์
    • ข่าวกิจกรรม
    • ข่าวจัดซื้อจัดจ้าง
  • การประเมินคุณธรรมและความโปร่งใส (ITA)
  • บุคลากร
    • คณะผู้บริหาร
    • สมาชิกสภา
    • หัวหน้าส่วนราชการ
    • สำนักปลัด
    • กองคลัง
    • กองช่าง
    • กองการศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม
    • กองส่งเสริมการเกษตร
    • หน่วยตรวจสอบภายใน
    • กองสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม
  • กระดานสนทนา
  • ติดต่อเรา
12374862_1056653394356682_8948350907782178330_o - Copy
12374862_1056653394356682_8948350907782178330_o
440

กระดานสนทนา

การตั้งกระทู้ และการแสดงความคิดเห็น กรุณาใช้ข้อความที่สุภาพเหมาะสม ไม่ใส่ความบุคคลอื่นโดยไม่มีแหล่งข้อมูลอ้างอิงที่ชัดเจน
เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้, ถาม-ตอบปัญหาคาใจ, แนะนำ, ประกาศ, หรือทุกสิ่งตามความเหมาะสม



Forum ตอบกระทู้


1



หัวข้อ:กู้เงินด่วนให้รอดจริง ต้องไม่พลาด 3 เรื่องนี้ (อ่าน 2 ครั้ง)
      กระทู้โดย:  ที่ปรึกษาด้านสินเชื่อ
      E-mail:  easycashflowsadvisor@gmail.com
      IP:  116.204.180.24
บทความ : กู้เงินด่วนให้รอดจริง ต้องไม่พลาด 3 เรื่องนี้
เมื่อ: วันที่ 25 มกราคม 2569 เวลา 15:09:42 นาที
ธุรกิจขนส่งจำนวนมากไม่ได้ติดปัญหา “ไม่มีรายได้” แต่ติดที่ จังหวะกระแสเงินสด—ค่าใช้จ่ายออกทุกวัน (น้ำมัน–ด่าน–ซ่อมย่อย) แต่เงินเข้าตามรอบวางบิล 30–60 วัน ทำให้ต้องดึงวงเงินหมุนเวียนเต็มวงเป็นเวลานาน สเตทเมนต์จึงดูตึงต่อเนื่อง แม้ยอดขายยังดีอยู่ ในภาพใหญ่ ปี 2569–2568 ปลายปีต่อเนื่องต้นปีนี้ สถาบันการเงิน “เข้ม” กับความเสี่ยงมากขึ้น แต่ภาครัฐก็พยายามปลดล็อกการเข้าถึงแหล่งเงินทุนผ่านกลไกค้ำประกัน เช่น โครงการ SMEs Credit Boost ที่ระบุชัดว่าเน้น สินเชื่อsme และครอบคลุมธุรกิจในห่วงโซ่อุปทานรวมถึงโลจิสติกส์ ขณะเดียวกัน บสย. ก็มีมาตรการค้ำประกันกลุ่ม SMEs (เช่น Quick Big Win) เพื่อช่วยให้ธนาคารกล้าปล่อยมากขึ้น แต่ต่อให้มีมาตรการช่วย—ถ้าโครงสร้างการใช้เงินผิด โอกาส “กู้ sme” ให้คุ้มก็ยังหลุดง่ายอยู่ดี โดยเฉพาะในธุรกิจขนส่งที่ต้นทุนรายวันสูง และมีภาระก้อนใหญ่เป็นช่วง ๆ (ประกัน/ภาษี/ซ่อมใหญ่) ด้านล่างนี้คือ “ข้อผิดพลาดที่เจอบ่อย 3 ข้อ” ในเคสธุรกิจขนส่งจากบทความหลัก และผมขยายให้เห็น “กลไกที่พังจริง” + แนวคิดแก้แบบเป็นระบบ (ยังคงอยู่ในกรอบ 3 ข้อนี้เท่านั้น) ข้อผิดพลาดที่ 1: ใช้วงเงินก้อนเดียวแก้ทุกเรื่อง (ผ่อนรถ + ค่าใช้จ่ายรายวัน) จนภาระค่างวดรวมสูงเกินจำเป็น ต้นเหตุที่เจอบ่อยคือ เจ้าของฟลีทต้องการความ “ง่าย” เลยเลือกแหล่งเงินทุนแบบเดียวแล้วใช้ปะทุกปัญหา—ทั้งค่าใช้จ่ายหมุนรายวัน และการลงทุน/ภาระผ่อนระยะยาว ผลคือ ภาระค่างวดรวมสูง และ “กินพื้นที่หายใจ” ของกระแสเงินสดทันที ทำไมมันถึงอันตราย (มุมมองเชิงวิเคราะห์) เงินคนละหน้าที่ แต่เอามาปนกัน ค่าใช้จ่ายรายวันต้องการความยืดหยุ่น (เติม–จ่าย–โปะได้เร็ว) แต่ภาระผ่อนรถ/ทรัพย์สินต้องการความแน่นอนของงวดและระยะเวลา เมื่อเอามารวมกันในก้อนเดียว คุณจะได้ “ข้อเสียพร้อมกัน” คือ งวด/ดอกที่สูงขึ้นเพราะความเสี่ยงรวม วงเงินหมุนเวียนถูกล็อกยาว เพราะมีส่วนที่กลายเป็นภาระระยะยาว สเตทเมนต์และภาพความเสี่ยงจะดูแย่กว่าความจริง ธุรกิจขนส่งมีรอบเงินสดตึงช่วงรอวางบิลอยู่แล้ว ถ้าวงเงินเดียวถูกใช้เต็มอยู่ตลอด (เพราะเอาไป “แบก” ภาระผ่อนด้วย) สถาบันการเงินจะเห็นว่า พึ่งพาเงินกู้หนัก และ “คืนไม่เป็นรอบ” แม้ยอดงานยังดี พอเจอเหตุฉุกเฉิน จะไม่มีวงเงินสำรองให้แก้เกม ในโลกจริง ฟลีทไม่ได้พังเพราะค่าใช้จ่ายก้อนเดียว แต่พังเพราะ “ก้อนเดียว + จังหวะผิด” เช่น เจอซ่อมใหญ่พร้อมรอบบิลยาว แล้วไม่มีช่องว่างให้หมุน วิธีคิดแก้ให้คุ้ม (ไม่ใช่แค่ “กู้เงินด่วน” ให้ผ่าน) ตั้งเป้าหมายก่อนว่าเงินก้อนนี้คือ “หมุน” หรือ “ลงทุน” ถ้าจำเป็นต้อง “กู้ sme” ให้ผ่านจริง ให้ทำให้ผู้ให้กู้เห็นว่า ภาระผ่อนรวมไม่เบียดเงินสดหมุน และมี “ที่มา–ที่ไป” ของเงินชัดเจน หลักปฏิบัติที่ปลอดภัยคือ ทำให้เงินที่ต้องใช้รายวัน “ไม่ถูกลากไปเป็นหนี้ระยะยาว” เพราะนั่นคือจุดเริ่มของวงเงินตึงยาว สรุป: ความผิดพลาดข้อนี้ไม่ใช่เรื่อง “เลือกสินเชื่อผิดชื่อ” แต่คือ “เอาเงินผิดหน้าที่” แล้วระบบเงินสดของฟลีทจะเริ่มเสียสมดุลตั้งแต่เดือนแรก ข้อผิดพลาดที่ 2: ไม่กันเงินเผื่อ “1–2 รอบบิล” พอเจอซ่อมใหญ่/เบี้ยประกันก้อนเดียว เงินสดสะดุด ข้อนี้ตรงไปตรงมา: ธุรกิจขนส่งจำนวนมากรู้ว่ารอบบิล 30–60 วันทำให้เงินหน่วง แต่กลับวางแผนเหมือน “เงินเข้าทุกสัปดาห์” พอถึงเวลาจ่ายซ่อมใหญ่หรือเบี้ยประกันก้อนเดียว จึงต้องรีบหาแหล่งเงินทุนแบบเร่งด่วน แล้วต้นทุนการเงินจะสูงขึ้นโดยอัตโนมัติ ทำไม “กัน 1–2 รอบบิล” จึงเป็นเส้นแบ่งระหว่างฟลีทรอดกับฟลีทตึง ธุรกิจขนส่งเป็นธุรกิจที่ “ค่าใช้จ่ายออกจริงทุกวัน” แม้จะมีงานเข้าต่อเนื่อง แต่เงินยังไม่เข้าบัญชีทันที พอไม่มีเงินกันชน คุณจะถูกบังคับให้ใช้สินเชื่อเพื่อธุรกิจแบบเร่งด่วนในจังหวะที่ต่อรองไม่ได้ ค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ—มัน “เกิดแน่นอน” ซ่อมใหญ่ ยาง ประกัน ภาษี ต่อทะเบียน คือค่าใช้จ่ายที่ “รู้ล่วงหน้า” ได้ระดับหนึ่ง ถ้าไม่กันเงิน แปลว่าโมเดลเงินสดยังไม่ถูกออกแบบให้รับความจริงของธุรกิจ ผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือทางการเงิน เมื่อเงินสะดุด จะเกิดพฤติกรรมเช่น ดึงวงเงินถี่/โปะไม่เป็นรอบ/มีค่าปรับ/หรือหมุนหลายบัญชี ซึ่งย้อนกลับไปทำให้ “โปรไฟล์การเงิน” ดูเสี่ยงขึ้นในสายตาผู้ให้กู้ (แม้เจตนาคือเอาตัวรอด) เชื่อมกับบริบทปี 2569: เข้าถึงเงินได้ง่ายขึ้น “บางส่วน” แต่คนที่วางแผนชนะ รัฐผลักดันกลไกค้ำประกันเพื่อหนุนสินเชื่อใหม่ เช่น SMEs Credit Boost และมาตรการค้ำประกันของ บสย. แต่ “สินเชื่อใหม่” จะไหลไปหาธุรกิจที่ อธิบายวงจรเงินสดได้ และพิสูจน์ได้ว่ากันชนเงินสดเพียงพอ ดังนั้น ถ้าเป้าหมายคือ “กู้เงินด่วน” ก็จริง แต่ถ้าต้องการให้ด่วนแล้วไม่พัง ต้องทำให้เห็นว่า เงินด่วนนี้จะไปอุด “ช่องว่างรอบบิล” ชั่วคราว และมีแผนคืนที่สัมพันธ์กับรอบรับเงิน (ไม่ใช่หวังยอดขายแบบรวม ๆ) สรุป: กันเงิน 1–2 รอบบิล ไม่ใช่เรื่องอนุรักษ์นิยม แต่เป็น “ระบบความปลอดภัย” สำหรับธุรกิจที่เงินเข้าช้าโดยธรรมชาติ ข้อผิดพลาดที่ 3: มีงานเพิ่ม แต่ไม่ทำแผนใช้เงิน–คืนเงินสั้น ๆ ให้ผู้ให้กู้เห็นภาพ จึงเสียโอกาสได้เงื่อนไขที่ดีกว่า นี่คือข้อผิดพลาดที่ทำให้หลายฟลีท “มีโอกาส” แต่กลับได้เงื่อนไขแพงกว่าที่ควร หรือบางรายถูกให้วงเงินต่ำกว่าความจำเป็น ทั้งที่งานเพิ่มจริง ธนาคาร/ผู้ให้กู้มองอะไรในสถานการณ์ “งานเพิ่ม” งานเพิ่มไม่ได้แปลว่า “กำไรเพิ่มทันที” ในธุรกิจขนส่ง งานเพิ่มมักแปลว่า ต้องใช้เงินก่อนมากขึ้น (น้ำมัน/ด่าน/คนขับ/ซ่อมถี่ขึ้น) และเงินจะยิ่งหน่วงถ้ารอบวางบิลยาวเหมือนเดิม สิ่งที่ผู้ให้กู้ต้องการเห็นจึงไม่ใช่คำว่า “ผมมีงานเพิ่ม” แต่คือ แผนใช้เงิน: เงินจะถูกใช้ไปกับอะไรบ้างใน 30–90 วัน แผนคืนเงิน: เงินจะกลับเข้าบัญชีเมื่อไร จากลูกค้ากลุ่มไหน ในรูปแบบไหน ความเสี่ยงที่รับมือแล้ว: ถ้าเงินเข้าช้ากว่าคาด จะทำอย่างไร (กันชน/แผนสำรอง) ทำไม “แผนสั้น ๆ” ถึงช่วยให้ได้เงื่อนไขดีขึ้น ลดความเสี่ยงเชิงข้อมูล (information risk) สินเชื่อsme จำนวนมากแพ้กันที่ “อธิบายไม่ชัด” มากกว่า “ธุรกิจไม่ดี” เมื่อคุณทำภาพให้ชัด ผู้ให้กู้สามารถตั้งวงเงิน/โครงสร้างได้เหมาะ และมีโอกาสให้ต้นทุนการเงินดีขึ้น ช่วยแยก ‘การโต’ ออกจาก ‘การฝืน’ งานเพิ่มบางครั้งคือการรับงานที่มาร์จิ้นต่ำเพื่อให้รถวิ่ง ถ้าไม่มีแผนสั้น ๆ ผู้ให้กู้จะไม่แน่ใจว่าคุณกำลัง “โตจริง” หรือ “วิ่งเยอะขึ้นแต่เงินไม่เหลือ” ทำให้การขอ “กู้ sme” กลายเป็นดีลที่คุยได้ ไม่ใช่คำขอแบบเร่งด่วน เมื่อคุยได้ คุณต่อรองได้ และเมื่อคุณต่อรองได้ คุณไม่จำเป็นต้องจบที่ทางเลือกแพงสุดเสมอไป สรุป: งานเพิ่มคือโอกาสก็จริง แต่ถ้าไม่มีแผนใช้–คืนเงินแบบสั้น ๆ งานเพิ่มจะกลายเป็น “ตัวเร่งให้เงินสดตึง” และทำให้เสียโอกาสได้เงื่อนไขที่ดีกว่า บทส่งท้าย: ถ้าจะ “กู้เงินด่วน” ให้คุ้ม ต้องเริ่มจากการไม่พลาด 3 ข้อนี้ สามข้อผิดพลาดนี้ดูเหมือนเรื่องเล็ก แต่ในธุรกิจขนส่งมันคือ “คันโยกหลัก” ของกระแสเงินสด เพราะรอบวางบิลและค่าใช้จ่ายรายวันบังคับให้คุณต้องบริหารเงินอย่างมีโครงสร้างอยู่แล้ว ถ้าคุณกำลังมอง สินเชื่อเพื่อธุรกิจ / สินเชื่อsme / แหล่งเงินทุน เพื่อให้รถวิ่งต่อเนื่อง เพิ่มจำนวนเที่ยว หรือรับงานเพิ่มแบบไม่สะดุด แนะนำให้อ่านบทความหลักฉบับเต็ม—คุณจะเห็นภาพรวมและแนวทางตัดสินใจที่ละเอียดขึ้นสำหรับธุรกิจขนส่งโดยเฉพาะ

1
ตอบหัวข้อ:กู้เงินด่วนให้รอดจริง ต้องไม่พลาด 3 เรื่องนี้

ชื่อผู้ใช้ :

     **

อีเมล์ :

   

กรุณาใส่รหัสภาพ:

  

ที่ทำการองค์การบริหารตำบลตะคุ เลขที่ 1 หมู่ที่ 1  ตำบลตะคุ  อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา 30150

โทรศัพท์/โทรสาร. 044-283676 เว็บไซต์ : www.tambontakhu.go.th

อีเมล์ : admin@tambontakhu.go.th เวลาทำการ 08.30 น. - 16.30 น.

สารบรรณกลาง : saraban@tambontakhu.go.th