Thai English
  • หน้าแรก
  • ข้อมูลทั่วไป
    • ประวัติความเป็นมา
    • ที่ตั้งและแผนที่
    • สภาพทั่วไปและข้อมูลพื้นฐาน
    • วิสัยทัศน์
    • ตราสัญลักษณ์
  • ข่าว
    • ข่าวประชาสัมพันธ์
    • ข่าวกิจกรรม
    • ข่าวจัดซื้อจัดจ้าง
  • การประเมินคุณธรรมและความโปร่งใส (ITA)
  • บุคลากร
    • คณะผู้บริหาร
    • สมาชิกสภา
    • หัวหน้าส่วนราชการ
    • สำนักปลัด
    • กองคลัง
    • กองช่าง
    • กองการศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม
    • กองส่งเสริมการเกษตร
    • หน่วยตรวจสอบภายใน
    • กองสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม
  • กระดานสนทนา
  • ติดต่อเรา
    • แจ้งเรื่องป้ายโฆษณาหรือสิ่งอื่นใดที่รุกล้ำทางสาธารณะ
12374862_1056653394356682_8948350907782178330_o - Copy
12374862_1056653394356682_8948350907782178330_o
440

กระดานสนทนา

การตั้งกระทู้ และการแสดงความคิดเห็น กรุณาใช้ข้อความที่สุภาพเหมาะสม ไม่ใส่ความบุคคลอื่นโดยไม่มีแหล่งข้อมูลอ้างอิงที่ชัดเจน
เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้, ถาม-ตอบปัญหาคาใจ, แนะนำ, ประกาศ, หรือทุกสิ่งตามความเหมาะสม



Forum ตอบกระทู้


1



หัวข้อ:บริหารธุรกิจด้วย สินเชื่อ และ เงินสด อย่างไรให้ไม่สะดุด  (อ่าน 2 ครั้ง)
      กระทู้โดย:  จัดหาเงินทุน
      E-mail:  lone@gmail.com
      IP:  61.90.31.201
บทความ : บริหารธุรกิจด้วย สินเชื่อ และ เงินสด อย่างไรให้ไม่สะดุด
เมื่อ: วันที่ 3 ตุลาคม 2569 เวลา 15:11:10 นาที
กิจการที่มีเงินสดอยู่ในบัญชีไม่ได้หมายความว่าควรนำเงินทั้งหมดออกมาใช้กับการลงทุน การซื้อสินค้า หรือการขยายธุรกิจทันที เพราะเงินสดและสินเชื่อมีหน้าที่ทางการเงินแตกต่างกัน เงินสดทำหน้าที่รักษาสภาพคล่อง รองรับค่าใช้จ่ายที่ต้องชำระตามกำหนด และเป็นเงินสำรองเมื่อรายรับเข้าช้ากว่าที่คาดการณ์ ส่วนสินเชื่อเป็นเครื่องมือสำหรับเชื่อมช่วงเวลาระหว่างเงินจ่ายกับเงินรับ หรือสนับสนุนการลงทุนโดยไม่ทำให้เงินสำรองของกิจการลดลงมากเกินไป จากที่ดิฉันวิเคราะห์โครงสร้างเงินทุนของธุรกิจ สิ่งที่ควรพิจารณาจึงไม่ใช่เพียงว่า “บริษัทมีเงินอยู่เท่าไร” แต่ควรแยกให้ออกว่า **เงินส่วนใดจำเป็นต้องอยู่ในกิจการ และเงินส่วนใดสามารถนำไปใช้ได้โดยไม่กระทบการดำเนินงาน** หลักคิดนี้มีความสำคัญมากขึ้นในปี 2569 เนื่องจากต้นทุนวัตถุดิบและพลังงานยังสร้างความต้องการเงินทุนหมุนเวียนในหลายธุรกิจ ขณะที่ สินเชื่อsme โดยรวมยังหดตัวและสถาบันการเงินยังระมัดระวังด้านความเสี่ยงเครดิต ## เงินสดในบัญชีไม่ใช่เงินส่วนเกินทั้งหมด สมมติกิจการมีเงินสดอยู่ 5 ล้านบาท และกำลังวางแผนซื้อสินค้าเพิ่ม 2 ล้านบาท หากพิจารณาเฉพาะยอดเงินคงเหลือ บริษัทดูเหมือนสามารถใช้เงินสดได้ทันที เพราะหลังจ่ายแล้วยังเหลือ 3 ล้านบาท แต่หากในอีก 45 วัน บริษัทมีค่าใช้จ่ายที่ต้องชำระดังนี้ ค่าวัตถุดิบ 1.2 ล้านบาท เงินเดือนและค่าแรง 700,000 บาท ค่าเช่าและค่าใช้จ่ายดำเนินงาน 300,000 บาท ภาษีและเจ้าหนี้อื่นอีก 400,000 บาท เท่ากับกิจการมีภาระที่ทราบแล้วประมาณ 2.6 ล้านบาท เงินสด 5 ล้านบาทจึงไม่ได้หมายความว่าบริษัทมี “เงินว่าง” 5 ล้านบาท หากนำออกไปใช้ 2 ล้านบาท เงินสำรองที่เหลือจริงหลังคำนึงถึงภาระใกล้ถึงกำหนดอาจเหลือเพียงประมาณ 400,000 บาท หากลูกค้ารายใหญ่ชำระล่าช้าอีก 15–30 วัน สภาพคล่องที่ดูแข็งแรงในวันที่ตัดสินใจลงทุนอาจเปลี่ยนเป็นความตึงตัวได้อย่างรวดเร็ว นี่คือเหตุผลที่ดิฉันมองว่า **ยอดเงินในบัญชี** กับ **เงินสดที่สามารถนำออกไปใช้ได้จริง** ต้องแยกจากกัน ## เงินสดมีหน้าที่เป็น “กันชน” ของกิจการ มูลค่าของเงินสดไม่ได้เกิดจากผลตอบแทนเพียงอย่างเดียว สำหรับกิจการ เงินสดสำรองทำหน้าที่รองรับความไม่แน่นอนหลายประเภท เช่น ลูกค้าจ่ายช้า Supplier ลดเครดิตเทอม วัตถุดิบขึ้นราคา เครื่องจักรต้องซ่อม หรือกิจการได้รับคำสั่งซื้อใหม่ที่ต้องสำรองต้นทุนก่อน ข่าวจากธนาคารแห่งประเทศไทยในเดือนสิงหาคม 2569 สะท้อนภาพนี้ค่อนข้างชัด โดยความต้องการสินเชื่อของธุรกิจขนาดใหญ่ส่วนหนึ่งเพิ่มขึ้นจากความต้องการเงินทุนหมุนเวียนเพื่อรับมือราคาพลังงานและวัตถุดิบที่สูงขึ้น ขณะที่สินเชื่อ SME ยังหดตัวต่อเนื่องจากความเสี่ยงเครดิตที่อยู่ในระดับสูง ข้อมูลดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าทุกกิจการควรเพิ่มสินเชื่อ แต่สะท้อนว่า **ความต้องการสภาพคล่องสามารถเพิ่มขึ้นได้จากปัจจัยภายนอก แม้ยอดขายของบริษัทไม่ได้เปลี่ยนทันที** เงินสดสำรองจึงมีลักษณะคล้ายความสามารถในการซื้อเวลาให้ธุรกิจ หากเกิดความผันผวน บริษัทไม่จำเป็นต้องหยุดซื้อสินค้า ลดการผลิต หรือเลื่อนการจ่ายค่าใช้จ่ายสำคัญเพียงเพราะรายรับเข้าช้ากว่ากำหนด ## ส่วนสินเชื่อมีหน้าที่เชื่อม “จังหวะเวลา” ของเงิน สินเชื่อไม่ควรถูกมองว่าเป็นเงินสดสำรองรูปแบบเดียวกัน หน้าที่สำคัญประการหนึ่งของสินเชื่อคือการเชื่อมช่องว่างระหว่างเงินออกและเงินเข้า ตัวอย่างเช่น บริษัทขายสินค้าเดือนละ 6 ล้านบาท ลูกค้าชำระภายใน 60 วัน แต่ Supplier ให้เครดิตเพียง 30 วัน ธุรกิจจึงมีช่วงเวลาประมาณ 30 วันที่ต้องสำรองเงินเอง หากต้นทุนสินค้าคิดเป็น 65% ของยอดขาย ช่องว่างดังกล่าวสามารถสร้างความต้องการเงินทุนหมุนเวียนจำนวนมาก แม้บริษัทจะมีกำไรจากการขายก็ตาม จุดนี้คือความแตกต่างระหว่าง **Profit** กับ **Liquidity** กิจการสามารถมีกำไร แต่เงินยังไม่เข้าบัญชีในวันที่ต้องจ่าย Supplier หากใช้เงินสดสำรองทั้งหมดเพื่อปิดช่องว่างนี้ บริษัทอาจไม่มีเงินเหลือรองรับเหตุการณ์อื่น วงเงินหมุนเวียนจึงอาจทำหน้าที่เชื่อมช่วงเวลา ขณะที่เงินสดยังทำหน้าที่เป็นเงินสำรอง สองแหล่งนี้จึงไม่จำเป็นต้องแข่งขันกันว่าอย่างใด “ดีกว่า” แต่ควรแบ่งหน้าที่ให้เหมาะสม ## ปี 2569 ยิ่งไม่ควรถือว่าสินเชื่อจะหาได้เมื่อต้องการเสมอไป อีกเหตุผลที่ควรแยกหน้าที่เงินสดกับสินเชื่อ คือความสามารถเข้าถึงเงินทุนภายนอกสามารถเปลี่ยนแปลงตามภาวะเศรษฐกิจและนโยบายเครดิตของสถาบันการเงิน เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2569 ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยระบุว่า สินเชื่อ SME อยู่ในภาวะหดตัวต่อเนื่องมา 16 ไตรมาส และ ธปท. เตรียมผลักดันหลายมาตรการเพื่อแก้ปัญหาการเข้าถึงสินเชื่อ รวมถึงช่องทางเชื่อมโยงผู้ต้องการสินเชื่อ กลไกค้ำประกันรูปแบบใหม่ และการใช้ข้อมูลมาช่วยประเมินผู้ประกอบการรายเล็ก ข้อมูลนี้มีนัยสำคัญในเชิงการบริหารเงินสด กิจการไม่ควรวางแผนโดยสมมติว่า หากเงินสดขาดเมื่อใด จะสามารถหาแหล่งเงินทุนเพิ่มเติมได้ทันทีทุกครั้ง วงเงินที่ได้รับการจัดเตรียมไว้กับเงินสดสำรองที่มีอยู่จึงมีหน้าที่ต่างกัน แต่สามารถทำงานร่วมกันเพื่อสร้าง Liquidity Capacity หรือความสามารถในการรองรับความต้องการเงินของธุรกิจ ## อย่าตั้งเงินสำรองจากความรู้สึก ควรคำนวณ “เงินสดขั้นต่ำ” จากที่ดิฉันพิจารณางบและกระแสเงินสด วิธีที่มีประโยชน์กว่าการกำหนดว่า “ควรเก็บเงินสด 3 เดือน” เหมือนกันทุกธุรกิจ คือการคำนวณ **Operating Cash Floor** หรือระดับเงินสดขั้นต่ำที่กิจการไม่ควรลดต่ำกว่า วิธีคิดสามารถเริ่มจาก ค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายแน่นอนในช่วง 30–60 วัน บวกยอด Supplier ที่ใกล้ถึงกำหนด บวกภาษีและค่าใช้จ่ายก้อนสำคัญ บวกเงินสำรองกรณีลูกค้าชำระล่าช้า หักรายรับที่มีความแน่นอนสูงในช่วงเดียวกัน สมมติบริษัทต้องจ่ายรวม 3 ล้านบาทใน 60 วัน และมีรายรับที่คาดว่าจะได้รับค่อนข้างแน่นอน 2 ล้านบาท ช่องว่างอยู่ที่ประมาณ 1 ล้านบาท หากบริษัทต้องการเงินสำรองเผื่อความล่าช้าอีก 500,000 บาท เงินสดขั้นต่ำของกิจการอาจอยู่ประมาณ 1.5 ล้านบาท ถ้ามีเงินสดทั้งหมด 4 ล้านบาท การเห็นยอด 4 ล้านบาทแล้วสรุปว่าสามารถลงทุนได้ทั้งหมดจึงไม่เหมาะสม ในเชิงบริหาร บริษัทอาจมีเงินที่สามารถจัดสรรใหม่ได้ประมาณ 2.5 ล้านบาท ขณะที่อีก 1.5 ล้านบาทมีหน้าที่อยู่แล้ว ## แล้วควรใช้เงินสดหรือสินเชื่อมากกว่ากัน ไม่มีสัดส่วนตายตัว ดิฉันมองว่าควรแบ่งเงินออกเป็นสามชั้น ชั้นแรกคือ **เงินสดเพื่อการดำเนินงาน** ซึ่งต้องเก็บไว้รองรับค่าใช้จ่ายประจำและรอบเงินตามปกติ ชั้นที่สองคือ **เงินสำรองความเสี่ยง** สำหรับเหตุการณ์ที่รายได้หรือค่าใช้จ่ายคลาดเคลื่อนจากแผน ชั้นที่สามจึงเป็น **เงินที่สามารถนำไปลงทุนหรือขยายกิจการ** หากเงินลงทุนเกินชั้นที่สาม การใช้แหล่งเงินทุนภายนอกบางส่วนอาจช่วยรักษาสภาพคล่องได้ แต่ถ้าบริษัทมีเงินสดส่วนเกินจำนวนมาก หลังลงทุนแล้วยังมีเงินสำรองเพียงพอ และต้นทุนของสินเชื่อสูงกว่าประโยชน์จากการรักษาเงินสด การใช้เงินภายในก็อาจเหมาะสมกว่า จุดสำคัญคือไม่ควรใช้สินเชื่อเพียงเพื่อทำให้ยอดเงินในบัญชีดูสูง ## ต้นทุนสินเชื่อต้องเทียบกับ “มูลค่าของเงินสดที่เก็บไว้” เวลาพิจารณาสินเชื่อ ผู้ประกอบการมักเริ่มจากอัตราดอกเบี้ย แต่คำถามที่ควรถามเพิ่มคือ เงินสดที่บริษัทสามารถเก็บไว้ได้มีมูลค่าอะไรต่อธุรกิจ สมมติการใช้สินเชื่อทำให้บริษัทเก็บเงินสดไว้ได้ 1.5 ล้านบาท หากเงินจำนวนนี้ไม่มีแผนใช้งานและอยู่ในบัญชีตลอดทั้งปี ขณะที่บริษัทต้องเสียต้นทุนสินเชื่อจำนวนมาก การใช้สินเชื่ออาจไม่มีเหตุผลเพียงพอ แต่หากเงิน 1.5 ล้านบาททำให้บริษัทสามารถรับคำสั่งซื้อใหม่ ซื้อวัตถุดิบในราคาพิเศษ หรือรักษาเงินเดือนพนักงานระหว่างรอลูกหนี้ชำระ ประโยชน์ของการรักษาเงินสดอาจสูงกว่าต้นทุนสินเชื่อ นี่คือ **Opportunity Cost of Cash** ที่มักไม่ปรากฏอยู่ในตารางอัตราดอกเบี้ย จึงควรเปรียบเทียบทั้งต้นทุนที่มองเห็นและมูลค่าทางธุรกิจของสภาพคล่องที่ยังคงอยู่ ## สินเชื่อไม่มีหลักทรัพย์มีบทบาทตรงไหน สำหรับกิจการที่ต้องการรักษาเงินสด แต่ไม่ต้องการนำบ้าน ที่ดิน หรืออสังหาริมทรัพย์ไปผูกกับความต้องการเงินระยะสั้น **สินเชื่อธุรกิจ SME ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน** อาจเป็นหนึ่งในแหล่งเงินทุนที่นำมาพิจารณาได้ โดยเฉพาะกรณีที่ธุรกิจมีรายได้ต่อเนื่อง Statement สามารถตรวจสอบได้ และความต้องการเงินมีขนาดสัมพันธ์กับ Cash Flow อย่างไรก็ตาม การไม่ใช้หลักทรัพย์ไม่ได้ทำให้สินเชื่อไม่มีต้นทุน อัตราดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียม ระยะเวลาชำระ วงเงิน และเงื่อนไขผู้ค้ำอาจแตกต่างกันตามผลิตภัณฑ์และข้อมูลของกิจการ ดังนั้น หากบริษัทมีเงินสดอยู่แล้ว เหตุผลในการเลือกสินเชื่อประเภทนี้ไม่ควรเป็นเพียงว่า “สามารถใช้ได้” แต่ควรตอบได้ว่า **การรักษาเงินสดและทรัพย์สินไว้สร้างประโยชน์อะไรที่มากกว่าต้นทุนของวงเงิน** ## ระยะเวลาของความต้องการเงินต้องสัมพันธ์กับประเภทสินเชื่อ เงินสดและสินเชื่อมีหน้าที่ต่างกัน แต่สินเชื่อแต่ละประเภทก็มีหน้าที่ต่างกันเช่นกัน หาก Cash Gap เกิดเพียง 30–60 วันจากลูกหนี้การค้า วงเงินหมุนเวียนอาจสัมพันธ์กับลักษณะเงินมากกว่าเงินระยะยาว หากธุรกิจออกใบแจ้งหนี้แล้วและรอรับชำระ อาจต้องพิจารณาว่าเครื่องมือที่อิงลูกหนี้เหมาะสมกว่าหรือไม่ ในทางกลับกัน หากต้องลงทุนเครื่องจักรที่ใช้งาน 7 ปี การใช้วงเงินระยะสั้นเพื่อรักษาเงินสดอาจสร้างแรงกดดันในการชำระมากเกินไป ดิฉันจึงใช้หลักว่า **อายุของแหล

1
ตอบหัวข้อ:บริหารธุรกิจด้วย สินเชื่อ และ เงินสด อย่างไรให้ไม่สะดุด

ชื่อผู้ใช้ :

     **

อีเมล์ :

   

กรุณาใส่รหัสภาพ:

  

ที่ทำการองค์การบริหารตำบลตะคุ เลขที่ 1 หมู่ที่ 1  ตำบลตะคุ  อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา 30150

โทรศัพท์/โทรสาร. 044-283676 เว็บไซต์ : www.tambontakhu.go.th

อีเมล์ : admin@tambontakhu.go.th เวลาทำการ 08.30 น. - 16.30 น.

สารบรรณกลาง : saraban@tambontakhu.go.th